@dr.pongbonetalk อาการปวดหลังเป็นอาการที่เราพบได้ในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้วครับ แต่จะรู้ได้ยังไง ว่าปวดแบบนี้เป็น office syndrome หรือเป็นมะเร็งกันแน่ วันนี้ หมอโป้งจะมาเล่าให้ฟังครับ ถ้ามีอาการปวดหลังร่วมกับอาการเหล่านี้ ต้องรีบเจอหมอนะครับ!! #TikTokUni #ปวดหลัง #ออฟฟิศซินโดรม ##หมอกระดูก##หมอ##แพทย์##หมอโป้ง##คุยเฟื่องเรื่องกระดูก##มะเร็ง##มะเร็งระยะสุดท้าย##มะเร็งตัวร้าย##ผู้ป่วยมะเร็ง@หมอโป้ง คุยเฟื่องเรื่องกระดูก @หมอโป้ง คุยเฟื่องเรื่องกระดูก @หมอโป้ง คุยเฟื่องเรื่องกระดูก ♬ A comical long who seems to be chasing me(845594) - WataSound
อาการ ปวดหลัง เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ กระดูก การเข้าใจความแตกต่างระหว่างอาการปวดหลังทั่วไปและอาการที่ควรระวัง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพของเรา
อาการ ปวดหลัง : เมื่อไหร่ควรกังวล
การ ปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ในบางกรณี อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรให้ความสนใจ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างอาการ ปวดหลัง ทั่วไปและอาการที่น่าเป็นห่วงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
สาเหตุทั่วไปของอาการปวดหลัง
- การบาดเจ็บของ กระดูก กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็น
- ความเสื่อมของ กระดูก สันหลังตามวัย
- หมอนรอง กระดูก เคลื่อน
- โรคกระดูกสันหลังเสื่อม
- ภาวะ กระดูก สันหลังโก่ง
ในกรณีที่รุนแรงอาการปวดนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งกระดูก การติดเชื้อที่ กระดูก สันหลัง หรือภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง อย่างไรก็ตาม กรณีเหล่านี้พบได้น้อยมาก
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดหลัง
ควรพบแพทย์หาก ปวดหลัง และมี อาการ ร่วมดังต่อไปนี้
- ปวดหลัง รุนแรงที่ไม่ดีขึ้นหลังจากพักผ่อน 2-3 วัน
- มีไข้สูง
- มี อาการ ชาหรืออ่อนแรงที่ขาหรือเท้า
- มีปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดหลัง ที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับอุบัติเหตุรุนแรง
มะเร็งกระดูก เป็นโรคที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงสูง จึงเป็นสิ่งที่ควรหมั่นเช็คสุขภาพของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น อายุมากกว่า 50 ปี มีประวัติ โรคมะเร็ง ในครอบครัว หรือมี อาการ อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือ อาการ ปวดที่แย่ลงในเวลากลางคืน
ความแตกต่างระหว่างปวดหลังทั่วไปและอาการที่น่าเป็นห่วง
อาการปวดหลังทั่วไปมักบรรเทาได้ด้วยการพักผ่อน การประคบเย็นหรือร้อน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และอาการมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม อาการปวดหลังบางประเภทอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง โดยสัญญาณเตือนสําคัญนั้นเรียกว่า CRAB ซึ่งประกอบด้วย 4 ภาวะต่อไปนี้
- C - Calcium: ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง
ภาวะ แคลเซียม ในเลือดสูง (Hypercalcemia) เป็นหนึ่งในอาการสําคัญที่บ่งบอกว่า กระดูก ถูกทําลายและปล่อย แคลเซียม เข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น
- กระหายน้ำมากผิดปกติ
- ปัสสาวะบ่อย
- ท้องผูก
- เบื่ออาหาร
- อ่อนเพลีย
- สับสน
- คลื่นไส้อาเจียน
- ปวดกล้ามเนื้อ
- R - Renal: ภาวะไตเสื่อม
- สัญญาณเตือนนี้ เกิดจากร่างการมีการผิดโปรตีนผิดปกติทำให้เกิดการสะสมและอุดตันในท่อไต ทําให้เกิดภาวะ ไต เสื่อม ซึ่งมีอาการดังนี้
- บวมตามร่างกาย โดยเฉพาะที่ขาและเท้า
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
- ปวดหลัง บริเวณเอวหรือสีข้าง
- ปัสสาวะน้อยลงหรือมีฟองมากผิดปกติ
- คัน
- อ่อนแรง
- หายใจลําบาก
- สับสน
- A - Anemia: ภาวะซีด
ภาวะ โลหิตจาง หรือ เลือดจาง (Anemia) หรือ เรียกอีกอย่างว่า ภาวะซีด เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่อาจบอกได้ว่า มีเซลล์บางชนิดได้เข้าไปแทนที่ หรือ ทำลายเซลล์ต้นกําเนิดเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก ทําให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
- หายใจลําบาก
- ใจสั่น
- ผิวซีด
- เบื่ออาหาร
- B - Bone: ปัญหาเกี่ยวกับกระดูก
สัญญาณเตือนอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กระดูก เปราะบางและแตกหักง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง ซี่โครง และกระดูกสะโพก อาการที่พบได้คือ
- ปวดหลัง รุนแรง โดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหว
- ส่วนสูงลดลง
- กระดูก หักง่ายแม้เพียงกระทบเบา ๆ
- กระดูกสันหลังยุบตัว
- การเคลื่อนไหวลำบาก
หากมีอาการ ปวดหลัง รุนแรงร่วมกับปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก อื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
จากสัญญาณเตือนที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น อาจนำไปสู่การเป็น มะเร็งไขกระดูก ซึ่งจัดเป็น โรคมะเร็งที่พบได้น้อยแต่อันตรายมาก ซึ่งจะกล่าวเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไป
มะเร็งไขกระดูก: โรคร้ายที่แฝงมากับอาการ ปวดหลัง
อาการ ปวดหลัง เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าบางครั้งอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคมะเร็ง ที่ร้ายแรง โดยเฉพาะมะเร็งไขกระดูกหรือมัยอิโลมา ซึ่งเป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที
ลักษณะเฉพาะของมะเร็งไขกระดูก
มะเร็งไขกระดูกหรือมัยอิโลมาเป็น โรคมะเร็ง ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์พลาสมาในไข กระดูก ซึ่งทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เมื่อเซลล์เหล่านี้กลายเป็นมะเร็ง จะส่งผลให้เกิดการสร้างโปรตีนผิดปกติที่เรียกว่า เอ็มโปรตีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายซึ่งอาการสำคัญที่มักแสดงออก ก็คือ CRAB ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งไขกระดูก
โรคมะเร็งไขกระดูก หรือมัลติเพิล มัยอิโลมา (Multiple Myeloma) เป็นมะเร็งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์พลาสมาในไขกระดูก แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคนี้
- อายุ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยพบว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีมีความเสี่ยงสูงที่สุด และพบน้อยมากในผู้ที่อายุต่ำกว่า 35 ปีเพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าคนผิวดำมีความเสี่ยงสูงกว่าคนผิวขาวประมาณ 2 เท่า
- ประวัติครอบครัว ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่ง โดยผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เป็นโรคนี้จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างไรก็ตาม มะเร็งไขกระดูกไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง แต่อาจเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดขึ้นเองในร่างกาย
- ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งไขกระดูกรวมถึงการเป็น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมักสัมพันธ์กับภาวะอ้วน นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะ Monoclonal Gammopathy of Undetermined Significance (MGUS) หรือ Solitary Plasmacytoma ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น
- การสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเบนซีนในน้ำมันเชื้อเพลิง อาจเพิ่มความเสี่ยงได้ รวมถึงการได้รับรังสีในปริมาณสูง เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ที่ชัดเจน
ระยะของโรคมะเร็งไขกระดูก
การแบ่งระยะของโรคมะเร็งไขกระดูกมีความสำคัญในการวางแผนการรักษาและพยากรณ์โรค ปัจจุบันมีระบบการแบ่งระยะที่นิยมใช้ 2 ระบบหลัก ได้แก่ International Staging System (ISS) และ Revised International Staging System (R-ISS)
- ระบบ ISS
ระบบนี้แบ่งระยะโรคออกเป็น 3 ระยะ โดยพิจารณาจากระดับของโปรตีน 2 ชนิดในเลือด คือ beta-2 microglobulin (B2M) และ albumin
- ระยะที่ 1: B2M < 3.5 mg/L และ albumin ≥ 3.5 g/dL
- ระยะที่ 2: ไม่เข้าเกณฑ์ระยะที่ 1 หรือ 3
- ระยะที่ 3: B2M > 5.5 mg/L
- ระบบ R-ISS
ระบบนี้เป็นการปรับปรุงจาก ISS โดยเพิ่มการพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ระดับ lactate dehydrogenase (LDH) ในเลือด และความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งการแบ่งระยะตาม R-ISS มีดังนี้
- ระยะที่ 1: ISS ระยะที่ 1 และ LDH ปกติ และไม่พบความผิดปกติทางพันธุกรรมความเสี่ยงสูง
- ระยะที่ 2: ไม่เข้าเกณฑ์ระยะที่ 1 หรือ 3
- ระยะที่ 3: ISS ระยะที่ 3 และมี LDH สูง หรือพบความผิดปกติทางพันธุกรรมความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งประเภทของโรคตามอาการและความรุนแรง ได้แก่ Smoldering Multiple Myeloma ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีอาการ และ Active Multiple Myeloma ซึ่งมีอาการและการทำลายอวัยวะต่างๆ แล้ว
การรักษามะเร็งไขกระดูก: ทางเลือกและโอกาสการรอดชีวิต
มะเร็งไขกระดูกเป็นโรคร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดในร่างกาย อาการหนึ่งที่อาจพบได้คือ ปวดหลัง อย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ การวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย ในบทความนี้ เราจะกล่าวถึงวิธีการรักษาหลักและปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับ โรคมะเร็ง ชนิดนี้
การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือ คีโม เป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับมะเร็งไขกระดูก โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและยับยั้งการแพร่กระจาย ยาเคมีบำบัดจะถูกให้เป็นชุดหรือรอบ โดยแต่ละรอบจะมีช่วงพักเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็ง รวมถึงการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา
ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดอาจรวมถึง อาการเหล่านี้
- คลื่นไส้อาเจียน
- ผมร่วง
- อ่อนเพลีย
- เม็ดเลือดต่ำ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
แพทย์จะติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและปรับการรักษาตามความจำเป็นเพื่อจัดการผลข้างเคียงเหล่านี้
การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก
การเปลี่ยนถ่ายไข กระดูก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษามะเร็งไขกระดูก โดยเฉพาะในกรณีที่ โรคมะเร็ง ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกลับมาเป็นซ้ำ วิธีนี้จะทำการทำลายเซลล์มะเร็งในไขกระดูกด้วยยาเคมีบำบัดขนาดสูงหรือการฉายรังสี จากนั้นจึงปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่แข็งแรงเข้าไปแทนที่
ขั้นตอนการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกมีดังนี้
- การเก็บเซลล์ต้นกำเนิด: อาจเป็นจากตัวผู้ป่วยเอง (autologous) หรือจากผู้บริจาคที่เข้ากันได้ (allogeneic)
- การเตรียมร่างกาย: ใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงหรือการฉายรังสีเพื่อทำลายเซลล์ มะเร็ง
- การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด: ให้ผ่านทางหลอดเลือดดำ
- การฟื้นฟู: ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาลจนกว่าเซลล์ต้นกำเนิดจะเริ่มผลิตเม็ดเลือดใหม่
แม้ว่าการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็เป็นวิธีที่มีโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สำหรับผู้ป่วยบางราย
การรักษาโดยการผ่าตัด ทำ Recycling Bones
วิธีการรักษามะเร็งกระดูกโดยการผ่าตัดทำ Recycling Bones หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Recycled Autograft เป็นเทคนิคการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องตัดกระดูกทิ้ง โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ผ่าตัดนำกระดูกส่วนที่มีเนื้องอกหรือมะเร็งออกมา
- นำกระดูกไปแช่ในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งให้ตายสนิท
- ละลายน้ำแข็งออกจากกระดูก
- เสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยซีเมนต์กระดูกและวัสดุโลหะ เช่น เหล็ก เป็นต้น
- นำกระดูกที่ผ่านการบำบัดกลับเข้าไปประกอบในร่างกายผู้ป่วย
วิธีนี้มีข้อดีคือ
- ใช้กระดูกของผู้ป่วยเอง ลดการปฏิเสธจากระบบภูมิคุ้มกัน
- รูปร่างกระดูกพอดีกับร่างกายผู้ป่วย
- ช่วยรักษาข้อต่อและการทำงานของแขนขาได้ดี
- ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการใช้กระดูกเทียม
อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังในการทำเพื่อป้องกันกระดูกแตกหักระหว่างกระบวนการ และต้องติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระดูกที่กระดูกยังไม่ถูกทำลายมากเกินไป สามารถรักษาให้หายขาดได้
ความสำคัญของการวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ
การวินิจฉัยมะเร็งไขกระดูกในระยะเริ่มแรกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลการรักษาและโอกาสการรอดชีวิต อาการเริ่มแรกอาจไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือ ปวดหลัง โดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น การตระหนักถึงความผิดปกติของร่างกายและปรึกษาแพทย์โดยเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การตรวจวินิจฉัยอาจรวมถึง
- การตรวจเลือดอย่างละเอียด
- การตรวจไขกระดูก
- การตรวจทางพันธุกรรมของเซลล์ มะเร็ง
- การตรวจภาพถ่ายรังสีเพื่อประเมินการแพร่กระจายของโรค
การวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็วช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ทันท่วงที ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคและยืดระยะเวลาการมีชีวิตของผู้ป่วยได้
การสังเกตอาการ ปวดหลัง อย่างใกล้ชิดและการปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคร้ายแรงที่เกี่ยวกับ กระดูก เช่น มะเร็งไขกระดูก เพราะโรคนี้มักจะตรวจพบในระยะที่ลุกลามไปแล้วจึงมีโอกาสในการหายขาดน้อยมาก ดังนั้นการตระหนักรู้และดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
อ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ปวดหลัง สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ โดย ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ไขข้อสงสัย ปวดหลังเกิดจากอะไร พร้อมสัญญาณเตือนที่ควรต้องรู้ โดย โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ
- มะเร็งไขกระดูกมัยอิโลมา โดย พญ.นุชนันท์ อารีธรรมศิริกุล อายุรแพทย์สาขาโลหิตวิทยา ผู้ชำนาญการด้านมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลมาและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากตนเอง โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ
- โรคมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลมา โดย โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ
- ปวดหลังแบบไหนอันตราย โดย โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์